ขนมโตเกียว

ดาวน์โหลด (2)สวัสดีค่ะ  วันนี้มีสูตรการทำขนมอีกหนึ่งชนิดมาฝากกันค่ะ  ถือว่าเป็นเมนูขนมที่ทำให้เรานึกถึงตอนเลิกเรียน ก็จะมีลุงขี่รถมาขาย มีไส้ให้เลือกทั้งไส้เค็ม ไส้หวาน ไส้เค็มก็จะเป็นพวกไส้กรอก ไส้ไข่นกกระทา ส่วนไส้หวานก็จะเป็นไส้ครีมคัสตาร์ดงั้นเราไปดูกันเลยค่ะ สูตรขนมโตเกียว (ไส้ไข่, ไส้ไส้กรอก) สำหรับ 15-20 ชิ้น (แล้วแต่ขนาดแป้งของเรา)เวลาในการทำ 30 นาที

ส่วนผสมขนมโตเกียว (ไส้ไข่, ไส้ไส้กรอก)  แป้งโตเกียว  : ไข่ไก่ 2 ฟอง , แป้งสาลี 1 ถ้วย , น้ำตาล 1/2 ถ้วย ,นมจืด 1/2 ถ้วย ,เบคกิ้งโซดา 1/2 ช้อนชา

ส่วนผสมขนมโตเกียว  ส่วนไส้ : ไส้กรอก , ไข่นกกระทา ,หมูสับ 50 กรัม , ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนชา , น้ำมัน 1 ช้อนชา ,ซอสปรุงรส , พริกไทย

วิธีทำขนมโตเกียว (ไส้ไข่, ไส้ไส้กรอก)

1.ผสมแป้งสาลี และเบคกิ้งโซดา ร่อนรวมกันพักไว้

2.ตีไข่กับน้ำตาลรวมกันให้เข้ากัน แล้วค่อยๆใส่นมสลับกับแป้งที่ร่อนไว้ ค่อยๆใส่สลับกันจนนมและแป้งหมด พักไว้

3.นำหมูสับมาผัดในน้ำมันให้สุก ปรุงด้วยซีอิ๊วขาว ใส่ถ้วย พักไว้

4.นำกระทะตั้งไฟอ่อนให้ร้อน ทาเนยหรือน้ำมันบางๆ หยอดแป้งลงไปแล้วใช้ช้อนหมุนวนให้เป็นวงกลม รอจนแป้งสุก ใส่ไส้กรอกลงไป หรือจะใส่ไข่ลงไปตีให้แตก ใส่หมูสับ ปรุงรสด้วยซอสปรุงรสและพริกไทยนิดหน่อย ม้วนแป้งปิดใส่จานเสิร์ฟ

ขนมโป๊งเหน่ง

24724-attachmentสวัสดีค่ะ  วันนี้เรามีขนมอีกหนึ่งชนิดมาแนะนำกันค่ะ  ซึ่งเป็นขนมแป้งทอดที่เราจะคุ้นเคยกันดี แต่ในปัจจุบันอาจจะหาทานยากหน่อย เป็นขนมที่ทำให้นึกถึงตอนเด็กๆ ได้เป็นอย่างดี ในปัจจุบันอาจจะมีขายอยู่ตามงานวัดหรือหน้าโรงเรียนงั้นเราลองมาดูสูตรกันเลยค่ะ สูตรขนมโป๊งเหน่ง  สำหรับ 4-5 ไม้ (ประมาณ 3-4 รอบที่ชุบแป้ง  เวลาในการทำ 45 นาที – 60 นาที

ส่วนผสมขนมโป๊งเหน่ง   แป้งสาลีอเนกประสงค์ 2 1/2 ถ้วย , แป้งข้าวเจ้า 3 ช้อนโต๊ะ , ผงฟู 1 ช้อนโต๊ะ , ไข่ไก่ 1 ฟอง น้ำตาล 3 ช้อนโต๊ะ , เกลือ 1 ช้อนชา , น้ำมันพืช 4 ช้อนโต๊ะ , นมสด 1 1/4 ถ้วย , ไส้กรอก , น้ำมัน (สำหรับทอด)

วิธีทำขนมโป๊งเหน่ง

1. ร่อนส่วนผสม 1-3 ให้เข้ากันในชามผสม

2. ตีไข่ให้ขึ้นฟูจนเป็นสีเหลืองอ่อนๆ แล้วค่อยๆใส่น้ำตาลกับเกลือลงไปทีละนิดสลับกับคนไปด้วย ตีจนน้ำตาลกับเกลือละลายหมดแล้ว ตามด้วยน้ำมันพืชทีละนิด ตีจนน้ำมันหมด

3.นำแป้งที่ร่อนรวมไว้มาใส่สลับกับนม ใส่ที่ละนิดสลับกันไปจนแป้งและนมหมด คนจนเนื้อเนียน (แป้งจะต้องเหนียวหนืด อย่าให้เหลวไป)

4. นำไม้เสียบลูกชิ้นมาเสียบไส้กรอกให้ปลายไม้เลยไส้กรอกออกมาหน่อย

5. นำไส้กรอกที่เสียบไม้แล้วจุ่มลงไปในแป้ง แล้วหมุนขึ้นมาให้แป้งไหลไปที่ไม้ แล้วนำไปทอดในน้ำมัน ต้องค่อยๆหมุนให้แป้งโดนน้ำมัน ทอดจนแป้งสุกเป็นสีเหลืองทองแล้วนำขึ้นมาพักไว้ ซับน้ำมันออกแล้วชุบลงไปที่แป้งอีกครั้ง ทำเหมือนเดิม ทอดประมาณ 3-4 ครั้ง แล้วแต่ขนาด

หมั่นโถว

untitledหมั่นโถว หรือ หม่านโถว (ภาษาจีน: 饅頭, พินอิน: mántóu หมันโถว) เป็นอาหารจีนทำมาจากแป้งสาลีและยีสต์ และนำมาผ่านขบวนการนึ่ง มีลักษณะคล้ายซาลาเปาเพียงแต่ไม่มีไส้ นิยมนำมากินร่วมกับ ขาหมู หรือ กินเปล่าๆ ก็อร่อยดี แถมยังมีการออกแบบปั้น ตุ๊กตา หมั่นโถว ปั้นเป็นรูปทรงต่างๆ มากมายด้วย สำหรับ ประวัติ หมั่นโถว หรือ ที่มาของหมั่นโถวนั้น ว่ากันว่า หมั่นโถวเกิดขึ้นในประเทศจีน สมัยสามก๊ก โดยเกิดจากการที่ ขงเบ้ง ได้คิดค้นขนม หมั่นโถวขึ้น เพื่อใช้ประกอบพิธีเซ่นไหว้ เพื่อแทนการฆ่าคนมาเซ่นไหว้ หลังจากนั้น ก็รู้จักหมั่นโถวกันทั่วนับแต่นั้นมาค่ะ พอรู้จักหมั่นโถวกันแล้ว ก็มาดู สูตรหมั่นโถว กันดีกว่า โดยสูตรที่แนะนำนี้เป็นสูตรที่ง่ายมากๆ ไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานการทำขนมอะไร ก็ทำได้

สูตร หมั่นโถว  ส่วนประกอบ  แป้งซาละเปา (บัวหิมะ,บัวแดง)  600   กรัม ,  แป้งเอนกประสงค์ ตราว่าว  400   กรัม , ยีสต์ผง  10  กรัม , น้ำเย็น   480   กรัม , น้ำตาลทราย  150   กรัม ,เนยขาว  20   กรัม

วิธีทำ

1  ร่อนแป้ง 2 อย่าง  ผงฟู ผสมให้เข้ากัน  แล้วใส่ยีสต์ ลงไปในส่วนแป้ง คนให้เข้ากัน

2  นวดส่วนผสมในข้อ 1 ทั้งหมด โดยใส่น้ำเย็นที่ละลายน้ำตาลทรายตามลงไป นวดจนส่วนผสมเข้ากันดี ประมาณ 10  นาที แล้วใส่เนยขาวลงไป นวดต่อจนเนื้อเนียน

3  เมื่อนวดได้ที่เนื้อเนียนดีแล้ว ก็คลึงเป็นก้อน โดยชั่งน้ำหนักก้อนละประมาณ 40 กรัม หรือ เล็กกว่านั้นก็ได้ ปั้นเป็นรูปทรงตามต้องการ แล้ววางบนกระดาษรองก้น ให้วางพักไว้ประมาณ 30 นาที หรือจนกว่าจะขึ้นอีกเล็กน้อย แล้วนำเข้านึ่งด้วยไฟปานกลาง ประมาณ 10 นาที

TIPS หมั่นโถว

ขณะที่พักไว้ หลังปั้นเสร็จ ให้ลองใช้มือจิ้มเบาๆ ก้อนแป้งจะยุบลงเล็กน้อยและคืนตัวขึ้นมาช้าๆ เป็นอันว่าใช้ได้ หรือทั่วไปทิ้งไว้ประมาณ 30 – 60 นาที ตามอุณหภูมิอากาศ  การนึ่ง ให้น้ำเดือดก่อนค่อยวางซึ่งนึ่ง และขณะนึ่ง อย่าใช้ไฟแรงให้ใช้ไฟกลาง

ขนมส่วยทะมิน

imagesCAT7DJ41ส่วยทะมิน เป็นขนมชนิดหนึ่งของไทยใหญ่ เป็นอาหารพื้นเมืองทางภาคเหนือ  และชาวแม่ฮ่องสอน ขนมชนิดนี้มีรสชาติหวานๆและมัน สามารถนำมารับประทานเป็นอาหารว่างและนำไปเป็นของฝาก และเป็นขนมที่มีความขึ้นชื่อเรื่องความอร่อยที่สุดของจังหวัดแม่ฮ่องสอน  และยังมีขนมที่นิยมขายคู่กันคือ เปงม้ง อาละหว่า อาละหว่าโจ่ง แต่สำหรับผู้ที่เป็นเบาหวาน โรคอ้วน ไม่ควรรับประทานมากเกินไปเพราะทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพได้ ขนมส่วยทะมินนี้ทำด้วยข้าวเหนียวสุกกวนกับกะทิ น้าตาลอ้อย แล้วก็เทใส่ถาด เผาหน้าด้วยไฟให้หน้าขนมเกรียม  งั้นวันนี้เรามาทำกันเลย ซึ่งใช้เครื่องประกอบและวัสดุที่หาได้ง่ายๆ  เครื่องประกอบด้วย  ข้าวเหนียวดิบ ๑ ๓/๔ ถ้วยตวง , น้ำกะทิ ๑ ๑/๔ ถ้วยตวง ,น้ำตาลปี๊บ หรือน้าตาลอ้อย ๓/๔ ถ้วยตวง  ,เกลือป่น ๑/๒ ช้อนชา ,น้ำพอสมควร ,

เครื่องประกอบหน้าขนม  น้ำกะทิ  ๑ ๑/๒ ถ้วยตวง , น้ำตาลทราย ๒ – ๓ ช้อนโต๊ะ (ชอบหน้าหวานมากเพิ่มได้) เกลือป่น ๑/๒ ช้อนชา ,แป้งข้าวเจ้า ๒ ๑/๒ ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ  แช่แป้งข้าวเหนียวไว้ 1 คืน แล้วนำมานึ่ง แล้วพักไว้ นำกระทิ 0.5 ก.ก. น้ำตาลเกลือผสมกัน ยกตั้งไฟจนได้ที่ นำข้าวเหนียวใส่ลงไปในน้ำที่เตรียมไว้ กวนจนได้ที่ นำมาเทใส่ถาดที่เตรียมไว้ปาดหน้าให้เรียบ นำกะทิ ที่เตรียมไว้มาราดลงบนหน้าขนม นำขนมไปผิงด้วยไฟใช้กาบมะพร้าวเผา โดยใช้สังกะสี รองหน้าขนมไว้ เผากาบ มะพร้าวจนหน้าขนมเหลืองสวยงาม

 

กล้วยไข่เชื่อม

113

สวัสดีค่ะ พวกคุณรู้สึกกันไหมค่ะว่าขนมไทยบางอย่างเหมือนจะทำง่าย แต่บางทีทำจริงๆ มันก็ไม่ง่ายดังใจนึกสำหรับสาวมือใหม่หรือสาวสมัยใหม่ เราอยากให้สาวไทยไม่ว่ารุ่นไหน ลองหัดทำขนมไทยกันบ้างค่ะ เข้าเรื่องกล้วยไข่เชื่อมสีเหลืองสวยกันดีกว่าค่ะ

เตรียมของ

- กล้วยไข่สุกกำลังดีสำหรับเชื่อม 10-12 ลูกอวบ ๆ

- น้ำตาลทราย 335 กรัม

- น้ำสะอาด 300 กรัม

- ใบเตย 3-4 ใบ

- หัวกะทิสำหรับราดหน้า

- มะพร้าวขูด 300 กรัม (3 ขีด)

- น้ำอุ่นสำหรับคั้นกะทิ 1 ถ้วยตวง

- เกลือ 1/2 ช้อนชา

- แป้งข้าวจ้าว 2 ช้อนชา

ขั้นตอนการทำ

1. เตรียมทำน้ำเชื่อม เทน้ำตาลทราย  น้ำสะอาดใส่กระทะทองเหลืองหรือหม้อเทฟล่อน  ตามด้วยใบเตยที่ล้างทำความสะอาดแล้ว

2. ช่วงเวลาที่รอน้ำเชื่อมเดือด  เตรียมกะละมังใบย่อม ๆ สักใบ  ใส่กลือ 1/2 ช้อนชา  ใส่น้ำสะอาดสัก 2+1/2 ถ้วย  เตรียมไว้เพื่อจะแช่กล้วยที่ปอกเปลือกแล้ว

3. ทำการตัดกล้วยออกจากหวีแยกมาเป็นลูก ๆ  ตัดหัวตัดท้ายเล็กน้อย  ใช้มีดกรีดตามความยาวลูกกล้วยแค่พอให้เป็นรอยถึงเปลือกกล้วย  ถ้ามีเปลือกติดเนื้อเพราะความห่ามของกล้วยใช้มีดเกลาออกให้หมด  เส้นใยที่อาจติดค้างก็ดึงออกด้วยเช่นกัน  เพื่อความสวยงามเวลาเชื่อมกล้วยเสร็จแล้วค่ะ  แล้วแช่น้ำเกลือไว้ก่อน

4. เมื่อน้ำเชื่อมได้ที่แล้วปิดเตา  กรองด้วยกระชอนหรือผ้าขาวบางหนึ่งครั้ง  แล้วนำตั้งเตาต่อ  คราวนี้ลดไฟลงอ่อน

5. นำกล้วยไข่ที่แช่น้ำเกลือไว้เทน้ำเกลือออกให้หมด  ล้างน้ำสะอาดแล้วค่อยๆ หยิบกล้วยทีละน้อยใส่ลงในกระทะน้ำเชื่อม  ตั้งเตาไฟอ่อนๆ

6. ในขณะที่เชื่อมกล้วยไข่นั้นใช้ช้อนหรือทัพพีตักน้ำเชื่อมรดกล้วยให้ทั่วถึงกันทุกลูกเป็นการช่วยให้กล้วยสุกทั่วถึงกันดี  หรือถ้าเปลวไฟแรงไม่เสมอกันใช้จะใช้วิธีหมุนกระทะทองช่วยก็ได้เช่นกัน  ไม่ต้องใช้ทัพพีคนกล้วยให้สุกทั่วถึงกัน  การคนมาก ๆ จะทำให้เนื้อกล้วยยุ่ยเละเป็นขุย  กล้วยไข่เชื่อมจะไม่สวยงาม  ให้ใช้วิธีใช้ช้อนหรือทัพพีค่อย ๆ เขี่ยและพลิกให้กล้วยถูกความร้อนเสมอกัน

7. เมื่อเวลาผ่านไปกล้วยไข่จะสีค่อย ๆ เข้มขึ้น  เหลืองขึ้นเพราะสุกและการอิ่มน้ำเชื่อมค่ะ

8. สำหรับกะทิราดหน้านั้น  ให้คั้นมะพร้าวขูด 300 กรัม กับน้ำอุ่น ๆ  กรองให้ได้หัวกะทิ 1 ถ้วยเทหัวกะทิใส่หม้อ  ใส่เกลือ  ใส่แป้งข้าวจ้าว  คนด้วยทัพพีหรือตะกร้อมือให้เข้ากัน  ไม่ให้แป้งจับตัวเป็นก้อน

9. นำหม้อกะทิไปตั้งไฟอ่อน ๆ  หมั่นคนให้แป้งข้าวจ้าวสุกแลุะเกลือละลายให้หมด  กะทิจะข้นขึ้นเล็กน้อย  ชิมดูว่าแป้งสุกจึงปิดเตา

10. เวลาเสิร์ฟตักกล้วยไข่เชื่อมใส่ถ้วย  ราดด้วยหัวกะทิ  ถ้ามีน้ำแข็งเกล็ดตักใส่ไปด้วย  อร่อยมาก ๆ ค่ะ

ขนมสาคูเปียกมะพร้าวอ่อน

imagesCAGIYQ60สวัสดีค่ะ วันนี้เรามีขนมไทยอีกหนึ่งอย่างมาแนะนำกันค่ะ  ซึ่งวิธีขั้นตอนก็ไม่มีความยุ่งยากเท่าไหร่ งั้นเรามาดูสิ่งที่ต้องเตรียมก็มีไม่มาก ตามนี้นะคะ วัตถุดิบมีเม็ดสาคูประมาณครึ่งถุง ,กะทิกล่อง 250 กรัม , มะพร้าวอ่อน 2 ลูก (ขูดเนื้อมะพร้าวให้เป็นเส้น แล้วเก็บน้ำมะพร้าวไว้) ,น้ำตาลทรายประมาณ 400 – 500 กรัม (อันนี้แล้วแต่ชอบค่ะ) , น้ำปล่าวประมาณ 750 มล. (เกือบ 1 ลิตร) ,ข้าวโพดหวาน 1 ฝัก หั่นให้เรียบร้อย ,ใบเตย 5 – 6 ใบ ล้างให้สะอาด แล้วมัดเป็นปมไว้ 2 อัน   ขั้นตอนวิธีทำ   ต้มน้ำให้เดือด แล้วจึงไปล้างเม็ดสาคู โดยล้างน้ำผ่านๆ ใส่กระชอน ไม่้ต้องใช้มือซาวนะคะ เดี๋ยวจะเละ  เมื่อล้างเม็ดสาคูเสร็จแล้ว ให้เทใส่น้ำที่ต้มไว้เดือดๆเลยจ้ะ (ค่อยๆเทล่ะ เดี๋ยวน้ำร้อนกระเด็นใส่) ปรับไฟเป็นไฟกลาง แล้วคนสาคูไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเม็ดสาคูเริ่มใสเป็นตากบ แล้วจึงเทน้ำตาลลงไป ค่อยๆเทน้ำตาล ใส่ทีละน้อยๆก่อนได้ คนไปด้วยนะคะ ระวังก้นหม้อไหม้ คนไป ชิมไปค่ะ จนได้รสหวานที่พอใจ ใส่น้ำตาลเสร็จสักพัก ก็ใส่ข้าวโพดและมะพร้าวที่ขูดหรือหั่นเป็นเส้นไว้ลงไป คนไปเรื่อยๆเช่นเดิม ใส่น้ำมะพร้าวที่เราเก็บไว้ลงไปด้วยค่ะ ให้ค่อยๆใส่นะคะ ดูว่าเม็ดสาคูอืดก็ค่อยๆเท ค่อยๆคน ระหว่างที่ต้มเม็ดสาคู ก็ให้ใส่ ใบเตยที่มัดไว้ลงไปด้วย รับรองว่าหอมชื่นใจ ดูจนกระทั่งเม็ดสาคูใสดี หรือเห็นว่าเม็ดสาคูใสเหลือเป็นตากบนิดเดียวก็ปิดไฟพอได้เลย จากนั้นปิดฝาหม้อพักไว้ก่อน หันมาทำกะทิไว้สำหรับราดแทนจ้ะ  ตั้งกะทิใส่หม้อหรือกระทะ ใช้ไฟอ่อนๆ ใส่น้ำตาลทรายลงไปประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ และตามด้วยเกลืออีกประมาณ 1 ช้อนชา คนให้เข้ากันด้วยไฟอ่อนๆ ลองชิมรสดู ให้เค็มเล็กน้อย

ปล. สูตรกะทิราดของแม่ปันปราย จะใส่น้ำตาลทรายด้วยนะคะ ส่วนตัวแล้วไม่ชอบแบบรสเค็มแหลมๆ ใครชอบแบบใส่แต่เกลือก็ได้ไม่เป็นไรจ้ะ ส่วนปริมาณก็ปรับได้ตามใจชอบเอาล่ะ แค่นี้ก็เสร็จแล้ว ตักเสริฟทานได้เลย..

ขนมหม้อแกงถ้วยทอง

ขนมหม้อแกงถ้วยทอง

ขนมหม้อแกงถ้วยทองขนมหม้อแกงถ้วยทองเป็นขนมไทยประยุกต์ที่นำแป้งพายมาดัดแปลงให้เป็นถ้วยบรรจุขนมหม้อแกงที่รับประทานได้ทั้งถ้วยทั้งขนม ตัวขนมหม้อแกงมีรสหวานส่วนตัวแป้งพายมีรสเค็มเล็กน้อยมีกลิ่นหอมของเนยสดและกลิ่นหอมแป้งอบอย่างเบเกอรี่ ทำให้เราได้ขนมไทยที่ผสมผสานกับขนมนานาชาติที่มีรสชาติอร่อยไปอีกแบบหนึ่ง ลองมาดูส่วนผสมและขั้นตอนการทำกันดีกว่านะค่ะ

ส่วนผสมแป้งพาย ประกอบด้วย แป้งสาลีเอนกประสงค์ 288 กรัม น้ำตาลทรายป่น 1- 1/2 ช้อนชา เกลือป่น 1/4 ช้อนชา เนยสด 120 กรัม น้ำเย็น 70 กรัม

วิธีทำ ร่อนแป้งสาลี 1 ครั้งผสมแป้งสาลี, เกลือ ,น้ำตาลทรายป่น, เนยสด ให้เข้ากันจนแป้งร่วนเป็นเม็ดเล็กๆ เท่าเมล็ดถั่วเขียว ค่อยๆ เติมน้ำเย็น ผสมให้พอเข้ากัน แบ่งแป้งให้เป็นก้อนเล็กๆ ปิดด้วยผ้าขาวบางชุบน้ำบิดหมาดๆ พักไว้กรุลงในพิมพ์ ถ้วยจีบเล็ก 4.5 ซม.ใช้ไม้หรือส้อมจิ้มก้นถ้วย (เพื่อไม่ให้เป็นโพลงอากาศหลังอบ)นำเข้าอบ อุณหภูมิ 180 องศา ประมาณ 15 นาที นำออกจากพิมพ์ พักไว้ให้เย็น เก็บใส่ภาชนะปิดสนิท (รอใส่ใส้ขนมหม้อแกง)

ส่วนผสมขนมหม้อแกง ประกอบด้วย ไข่ไก่ 500 กรัม, น้ำตาลปี๊ป 550 กรัม, กะทิ 2 ถ้วยตวง (คั้นจากมะพร้าว 300 กรัม), ถั่วเขียวเลาะเปลือก 220 กรัม, หอมแดง 5-6 หัว, น้ำมันพืช 50 กรัม

วิธีทำ ปอกหอมแดง ซอยบางๆ เจียวด้วยน้ำมันพืช ให้เป็นสีน้ำตาลอ่อนๆ ตักขึ้นพักให้สะเด็ดน้ำมัน หอมแดงเจียวที่ได้พักให้สะเด็ดน้ำมันเก็บส่วนหนึ่งไว้แต่งหน้าด้วยจากนั้นเราก็มาเตรียมถั่วเขียวเลาะเปลือกสำหรับทำตัวขนมหม้อแกงกันค่ะ ล้างถั่วเขียวให้สะอาดนึ่งหรือต้มให้สุกนิ่ม พักไว้ให้เย็นสนิทผสมไข่ไก่,น้ำตาลปีป,กะทิ,ขยำด้วยใบเตยจนกระทั่งน้ำตาลปี๊ปละลายหมดกรองด้วยกระชอนละเอียด เอาเศษสิ่งสกปรกออก แบ่งส่วนผสมไข่หลังกรองไว้สำหรับทาขนมขณะอบประมาณ 1/2 ถ้วยตวง ปั่นรวมกับถั่วต้มสุกจนละเอียด ใส่ในกระทะทองกวนด้วยไฟปานกลางให้ข้นเล็กน้อย เติมน้ำมันเจียวหอมแดง กวนต่อจนกระทั่งข้นตักใส่ภาชนะพักไว้ให้เย็นตักใส่ถ้วยพายที่เตรียมไว้ปาดหน้าขนมให้เรียบและสวยงามอบด้วยไฟบน จนผิวหน้าขนมเป็นสีน้ำตาลอ่อนๆทาส่วนผสมไข่ที่แบ่งไว้ด้วยแปรงทาเนยให้ทั่ว อบต่อจนกระทั่งหน้าขนมเป็นเงาแวววาวนำออกจากเตาอบวางพักบนตะแกรงจนเย็น จัดตกแต่งด้วยหอมแดงเจียว และนี่ก็เป็นขนมหม้อแกงถ้วยทอง

ขนมหน้านวล

ขนมหน้านวล

ขนมหน้านวลขนมหน้านวล หรืออีกชื่อหนึ่งขนมทองโปร่งอีกหนึ่งขนมไทยๆ ที่อาจไม่ค่อยเคยเห็นกันค่ะ ขนมชนิดนี้มีรูปร่างลักษณะคล้ายๆ กับขนมผิง หรือเมอร์แรงค์เบเกอรี่ของฝรั่ง ส่วนผสมหลักๆของขนมชนิดนี้มีเพียงไข่แดงและน้ำตาลทรายค่ะ วิธีทำก็ไม่ยุ่งยากซับซ้อน ยังไงลองเอาไปฝึกทำดูนะค่ะกับขนมไทยๆ เมนูนี้

ส่วนผสม มีดังต่อไปนี้ค่ะ ไข่ไก่   6  ฟอง  น้ำตาลทรายป่น    1   ถ้วยตวง แป้งเค้ก(แป้งสาลี)  1/2 ถ้วยตวง น้ำมันหมูสำหรับทาพิมพ์ พิมพ์รูปเรือ

วิธีการทำขนมหน้านวล เริ่มจากตวงไข่แดงใส่ชามตีให้ขึ้นฟู ถ้าใช้เครื่องตีไข่ไฟฟ้าจะขึ้น เร็วกว่า ตีด้วยที่ตีไข่มือ เมื่อไข่ขึ้นฟูจนข้นมากแล้วจึงค่อย ๆ เติมน้ำตาล ลงทีละน้อยจนหมด ตีต่อให้ไข่ข้นเต็มที่ แบ่งแป้งเค้ก (แป้งสาลี) ออกเป็น 3 ส่วน โดยประมาณ ตักแป้ง ส่วนที่ 1 ใส่ลงในไข่ ใช้ลวดตีไข่เคล้าพอเข้ากันจึง เติมส่วนที่ 2 และ 3 การแบ่งแป้งเป็น 3 ส่วนจะทำให้แป้ง กับไข่รวมตัวกัน ได้เร็วกว่าใส่ไปคราวเดียวหมดทาน้ำมันที่พิมพ์ให้ทั่ว แล้วนำเข้าอบที่อุณหภูมิ 250 องศาฟาเรนไฮต์ ถึง 275 องศาฟาเรนไฮต์ พอพิมพ์ร้อน จึงนำออกมา ตักไข่ที่ตีไว้หยอดประมาณ พ ของพิมพ์ แล้วนำเข้าอบต่อจนขนมสุก ใช้เวลาประมาณ 12-15 นาทีพักขนมไว้จนเย็นจึงค่อยแคะออกจากพิมพ์ (ถ้าแคะขณะที่ ร้อนขนมจะติดพิมพ์) เก็บใส่ภาชนะปิดสนิทเมื่อเสิร์ฟอาจโรยด้วยมะพร้าวทึนทึกขูดเป็นเส้น ขนมหน้านวลควรขึ้นเต็มพิมพ์พอดี เมื่อสุกขนมจะอยู่ตัวแข็ง และมีสีเหลืองนวล ๆ เมื่อเปิดดูตรงกลางเป็นโพรง และมีน้ำเชื่อม เยิ้มอยู่เล็กน้อย ขนมจะกรอบนุ่ม ๆ รสหวานหอม

ข้าวเหนียวดำ

thai_black_sticky_rice_pudding-1ข้าวเหนียวดำแค่ช้อนเดียวมีสารแอนทอกยานิน แอนตี้ออกซิแดนท์ ที่เป็นสารส่งเสริมสุภาพมากยิ่งกว่าที่เราพบในผลเบอร์รี  เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีน้ำตาลน้อย มากไปด้วยไซเบอร์ (กากเส้นใย)  และวิตามิน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งรำข้าวเหนียวดำเป็นสิ่งที่มีราคาถูกแต่สามารถนำมาบริโภคเพื่อให้ได้สารต้านอนุมูลอิสระที่จะส่งเสริมสุขอนามัยได้เป็นอย่างดี”ข้าวเหนียวของโปรดของเรา มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย โดยเฉพาะข้าวเหนียวดำที่ปัจจุบันเอามาทำเป็นอาหารคาวกันมากมาย ยิ่งปัจจุบันนี้ กระแสสุขภาพกำลังฮิตกันค่ะ กับเมนูข้าวเหนียวดำ ที่มีประโยชน์มากมายค่ะเพราะแต่เมื่อเปรียบเทียบสารอาหารระหว่างข้าวเหนียวดำกับข้าวเหนียวขาว จะพบว่าข้าวเหนียวดำมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์มากกว่า สารอาหารที่ว่า คือ “โอพีซี” มีสรรพคุณช่วยชะลอวัยและความเสื่อมของร่างกาย สารโอพีซีที่พบในข้าวเหนียวดำ เป็นสารชนิดเดียวกับสารสกัดที่ได้จาก องุ่นดำ องุ่นแดง เปลือกสน และยังพบใน แอปเปิ้ลแดง แอปเปิ้ลฟูจิ มะเขือม่วง หอมแดง ถั่วแดง ถั่วดำ มันสีม่วง ชมพู่มะเหมี่ยว และลูกหว้า และวิตามินบี 12 ในข้าวเหนียวดำยังช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง

 ส่วนผสมที่สำคัญ  ข้าวเหนียวดำ 1/2 ถ้วยตวง  ,เผือกหั่นเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า 1/2 ถ้วยตวง  ,น้ำเปล่า 3 1/2 ถ้วยตวง  ,หัวกะทิ 1 ถ้วยตวง ,น้ำตาลทราย 1/4 ถ้วยตวง(ปรับได้ตามความหวานที่ต้องการ)

วิธีทำขนมไทย ทีละขั้นตอน

1. นำข้าวเหนียวดำไปล้างทำความสะอาด แล้วจึงใส่หม้อและใส่น้ำเปล่าลงไป ต้มทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที คนเป็นระยะๆ จนข้าวเหนียวสุก

2. ระหว่างรอข้าวเหนียวสุก นำเผือกมาปอกเปลือกและหั่นเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า แล้วนำไปนึ่งจนสุก ทิ้งไว้ให้เย็น

3. เมื่อข้าวเหนียวสุก เติมหัวกะทิ (เหลือหัวกะทิไว้นิดหน่อยเพื่อราดหน้าตอนเสริฟ) น้ำตาลและเผือกนึ่ง ต้มต่อไปอีกประมาณ 5 นาที

4. ตักใส่ถ้วย ราดหน้าด้วยน้ำกะทิ และเสริฟเป็นของว่างได้ทันทีขณะยังร้อน หรือเสริฟขณะเย็นแล้วก็ได้

 

 

 

ครองแครงน้ำกะทิ

ครองแครงน้ำกะทิ

คลองแครงครองแครงน้ำกะทิ ตัวครองแครงที่เหนียวนุ่ม และน้ำกะทิที่หอมหวานมัน โรยหน้าด้วยงาขาวคั่ว รับประทานได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ วิธีการทำก็ไม่ยากจนเกินไป มือใหม่หัดเข้าครัวก็ทำได้ค่ะ ลักษณะของขนม เป็นตัวหอยไม่เละเนื้อจะอ่อนนุ่ม มีความ เหนียวเล็กน้อย รสหวาน และมันจากกะทิ เค็มเล็กน้อย เอาเป็นว่าเรามาลงมือทำกันดีกว่าค่ะ

ส่วนผสม เครื่องปรุงตัวแป้ง ได้แก่ แป้งข้าวจ้าง  1  1/2   ถ้วยตวง แป้งท้าวยายม่อม 1/4 ถ้วยตวง น้ำกะทิ  1 1/2  ถ้วยตวง

เครื่องปรุงกะทิ ได้แก่ หัวกะทิ  2  1/2   ถ้วยตวง น้ำตาลทรายขาว  1/2   ถ้วยตวง เกลือป่น  2  ช้อนชา งาขาวคั่ว  โรยหน้าขนม   1/4  ถ้วยตวง น้ำตาลทราย โรยหน้าขนม 1/4   ถ้วย

เครื่องมือเฉพาะ คือ พิมพ์ไม้สำหรับกดแป้งให้เป็นตัว ครองแครง แป้งมันสำหรับทำนวล

วิธีทำคลองแครงน้ำกะทิ เริ่มจากละลายแป้งทั้ง  2   ชนิดกับน้ำกะทิให้เข้ากัน   กวนใน กระทะทองพอแห้ง ปั้นแป้งเป็นก้อนกลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง   1  ซม. เวลา ปั้นใช้มือแตะแป้งมันเพื่อไม่ให้แป้งติดมือ   กดแป้งลงบน พิมพ์ครองแครงด้วยหัวแม่มือ แล้วม้วนแป้ง แป้งจะหลุด จากพิมพ์เป็นรูปตัวหอย   วางในถาดปูผ้าขาวบางทำจนหมด นำตัวหอยไปนึ่งจนสุก   ใช้เวลาประมาณ  15  นาที ถ้าใช้แป้งมันทำตัวครองแครง ไม่ต้องนำขึ้นกวนแต่นวดกับ น้ำร้อนจนปั้นได้  กดเป็นตัว แล้วนำไปต้มจนสุก   จะได้ครองแครง ที่ตัวใสและเหนียว เรียกกันว่าครองแครงแก้ว

วิธีทำน้ำกะทิ เริ่มจากผสมน้ำกะทิ  น้ำตาล และเกลือ   คนให้เข้ากันแล้วกรอง นำ ไปตั้งไฟอ่อน ๆ จนเดือด เมื่อน้ำกะทิเดือดใส่ตัวหอยที่นึ่งสุกแล้วลงไป ยกลงตักขนมใส่ถ้วยเสิร์ฟ   โรยหน้าด้วยงาคั่วและน้ำตาลทราย